วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

7.กรอบแนวคิดในการวิจัย (conceptual framework)


               พิชิต  ฤทธิ์จรูญ (2550 : 9) แนวคิดหรือแบบจำลองที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้ทฤษฎี ข้อสรุปเชิงประจักษ์ ข้อมูลจากสมมติฐานและผลงานวิจัยในอดีต นำมาสังเคราะห์เพื่อให้ได้ภาพรวมของงานวิจัยเรื่องนั้น เพื่อแทนความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในเรื่องที่ศึกษานั้นว่า มีแนวคิดที่สำคัญอะไรบ้างในปรากฏการณ์นั้น ตัวแปรหรือปรากฏการณ์เชื่อมโยงเกี่ยวกันอย่างไร เพื่อจะนำความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้ไปตรวจสอบข้อมูลเชิงประจักษ์ต่อไปว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่
               พัชรา  สินลอยมา (2551 : 2) กรอบของการวิจัยในด้านเนื้อหาสาระ  ซึ่งประกอบด้วยตัวแปร  และการระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร  ในการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัย  ผู้วิจัยจะต้องมีกรอบพื้นฐานทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ศึกษาและมโนภาพ(concept)ในเรื่องนั้น  แล้วนำมาประมวลเป็นกรอบในการกำหนดตัวแปรและรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ  ในลักษณะของกรอบแนวคิดการวิจัยและพัฒนาเป็นแบบจำลองในการวิจัยต่อไป

                นงลักษณ์  วิรัชชัย ( 2538 : 22-29 ) แบบจำลองที่นักวิจัยสร้างขึ้นโดยใช้ทฤษฎีและผลการวิจัยในอดีตเพื่อแทนความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ และจะนำไปตรวจสอบว่ามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์หรือไม่เพียงใด  ในรายงานการวิจัย  นักวิจัยนิยมเสนอกรอบความคิดในการวิจัยในรูปของโมเดล หรือแผนแสดงโครงสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรทั้งหมดที่ใช้ในการวิจัย  กรอบความคิดในการวิจัยนี้  จะลดรูปมาจากกรอบความคิดเชิงทฤษฎี (Theoretical  Framework) ในกรอบความคิดเชิงทฤษฏีจะรวมตัวแปรทุกตัวที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับตัวแปรตามที่นักวิจัยต้องการศึกษา แต่ในการวิจัยนักวิจัยอาจพิจารณาควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรบางตัว ทำให้อิทธิพลจากตัวแปรนั้นคงที่ หรือจำกัดขอบเขตการวิจัย ไม่ศึกษาตัวแปรทั้งหมดในกรอบความคิดเชิงทฤษฎี ตัวแปรที่เหลืออยู่ในกรอบความคิดในการวิจัย จึงอาจมีจำนวนน้อยกว่าตัวแปรในกรอบความคิดเชิงทฤษฎี

สรุป
              กรอบแนวคิดในการวิจัย (conceptual framework) หมายถึง แนวคิดหรือแบบจำลองที่แสดงถึงแนวคิดอันเป็นโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ โดยใช้ทฤษฎีและผลการวิจัยในอดีตเพื่อแทนความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ และจะนำไปตรวจสอบว่ามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ต่อไปว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่  ในการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัย  ผู้วิจัยจะต้องมีกรอบพื้นฐานทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ศึกษาและมโนภาพ(concept)ในเรื่องนั้น  แล้วนำมาประมวลเป็นกรอบในการกำหนดตัวแปรและรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ  ในลักษณะของกรอบแนวคิดการวิจัยและพัฒนาเป็นแบบจำลองในการวิจัยต่อไป

อ้างอิง

พิชิต  ฤทธิ์จรูญ.  (2550).  วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. นครสวรรค์.

พัชรา สินลอยมา. (2551).  กรอบแนวคิดและการตั้งสมมติฐานการวิจัย.มหาวิทยาลัยศิลปากร.

นงลักษณ์  วิรัชชัย. (2538).  วารสารสมาคมวิจัยสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร.


                                                                                                                       



6.สมมติฐาน (Hypothesis)

ประดอง กรรณสูต (2529: 3) กล่าวว่า สมมติฐานเป็นข้อเสนอเงื่อนไขหรือหลักการสมมติฐานที่อาจไม่เป็นจริงก็ได้ หน้าที่ของสมมติฐานก็คือ ช่วยชี้แนวทางในการค้นหาข้อเท็จจริง ความคิดซึ่งมีอยู่ในสมมติฐานอาจเป็นคำตอบของปัญหาที่มีอยู่แล้ว หรืออาจไม่เป็นก็ได้ ความคิดต่างๆที่สมมติฐานเสนอแนะไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป อย่างไรก็ตามการวิจัยที่เริ่มต้นด้วยสมมติฐานที่แน่นอน ย่อมช่วยผู้วิจัยในการวางแผนเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างดียิ่งขึ้น

องอาจ นัยพัฒน์ (2548: 44) กล่าวว่า สมมติฐานช่วยบ่งชี้แนวทางการกำหนดคุณสมบัติหรือคุณลักษณะของตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการทางสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับหัวข้อปัญหาการวิจัย นอกจากนี้ยังช่วยจำกัดแง่มุมหรือขอบเขตของการศึกษาวิจัยให้มีความเฉพาะเจาะจงและรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประเด็นปัญหาการวิจัยที่ต้องการค้นหาคำตอบมีความชัดเจนยิ่งขึ้นตามไปด้วย

พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว (2545: 208) กล่าวว่า คำว่า สมมติฐาน มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Hypothesis ซึ่งได้มาจากภาษาและมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก hypo แปลว่า ข้อเสนอหรือข้อเสนอแนะ และศัพท์คำว่า hypotithenai แปลว่า ใส่ไว้ข้างล่าง
สมมติฐาน คือ ข้อความที่สมมติว่าเป็นจริงในประเด็นที่ต้องการพิสูจน์ ตรวจสอบหรือเป็นความคิดที่ก้าวหน้าในการอธิบายหรือทำนายปรากฏการณ์ทั้งหลาย

 
สรุป

สมมติฐาน (Hypothesis) หมายถึง แนวทางในการหาข้อเท็จจริงที่เป็นคำตอบของการวิจัยซึ่งผู้วิจัยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล โดยมีหลักการและทฤษฎีต่างๆรองรับ ซึ่งเป็นข้อความที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษาตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป ซึ่งการคาดการณ์หรือการคาดคะเนของผู้วิจัยนี้อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์โดยอาศัยวิธีการทางสถิติและข้อมูลเข้ามาช่วย นอกจากนี้สมมติฐานยังช่วยจำกัดขอบเขตของการศึกษาวิจัยให้มีความเฉพาะเจาะจงและรัดกุมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย


อ้างอิง

ประดอง กรรณสูต. (2529).  สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. ปทุมธานี: บริษัท ศูนย์หนังสือ ดร.ศรีสง่า จำกัด.

องอาจ นัยพัฒน์. (2548).  วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามลดา.

พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว. (2545).  ศาสตร์แห่งการวิจัยทางการเมืองและสังคม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สมาคมรัฐศาสตร์แห่งประเทศไทย.





5.วัตถุประสงค์ของการวิจัย


พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2538 : 6) กล่าวว่า

1.             เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้หรือทฤษฎี เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นและอยากรู้เหตุผลของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำการวิจัยเพื่อหาคำตอบ ทำให้เข้าใจและมีความรู้ใหม่ ๆ เป็นการเพิ่มพูนวิทยาการให้กว้างขวางลึกซึ้ง

2.             เพื่อแก้ไขปัญหา ในการดำรงชีวิตของมนุษย์มักมีปัญหาหรือเหตุขัดข้องขึ้นอยู่เสมอ เช่น ปัญหาในการทำงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการจราจร เป็นต้น มนุษย์จึงต้องทำการวิจัยเพื่อศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ปัญหา

3.             เพื่อทดสอบหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง ความรู้และทฤษฎีที่ได้มา เนื่องจากข้อเท็จจริงหรือความรู้มีการเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน จึงควรมีการทดสอบว่าความรู้หรือทฤษฎีเหล่านั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกหรือไม่

ภัทรา นิคมานนท์ (2542 : 6) กล่าวว่า

1.             เพื่อบรรยาย หรือพรรณนาข้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการทำวิจัยที่เริ่มจากความไม่รู้ ผู้วิจัยจึงมุ่งทีจะค้นหาความรู้หรือรายละเอียดของข้อสงสัยนั้น ๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร มีข้อเท็จจริงอะไรบ้าง เช่น การศึกษาลักษณะประชากรของกรุงเทพมหานคร การศึกษาบริบทชุมชน ซึ่งจะทำให้ผู้วิจัยทราบข้อเท็จจริงที่เป็นปัจจุบัน

2.             เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการทำวิจัยเพื่ออธิบายว่าปรากฏการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และเกิดผลกระทบอะไรบ้าง เช่น สภาวะโลกร้อน ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร เป็นต้น

3.             เพื่อทำนายหรือพยากรณ์ ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น เป็นการทำวิจัยที่ต้องการบรรยายหรืออธิบายสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยอาศัยความรู้หรือข้อมูลที่ได้จากการวิจัยในอดีตและหรือปัจจุบันมาเป็นแนวทางในการคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเกิดผลอะไร อย่างไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการทำงานในอนาคต

บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2546 : 7) กล่าวว่า

1.             เนื้อหาเชิงบรรยาย การเขียนเนื้อหาวัตถุประสงค์ในลักษณะนี้จะบอกประเด็นปัญหาการวิจัยว่าเป็นอย่างไร หรือมีมากน้อยเพียงใด

2.             เนื้อหาของวัตถุประสงค์เชิงเปรียบเทียบ การเขียนเนื้อหาวัตถุประสงค์ในลักษณะนี้จะบอกประเด็นของการเปรียบเทียบ เช่น เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการเปิดรับสื่อโทรทัศน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอื่น ๆ

3.             เนื้อหาของวัตถุประสงค์เชิงสัมพันธ์ การเขียนเนื้อหาวัตถุประสงค์ในลักษณะนี้จะบอกความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันของตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป ซึ่งมีคำที่เกี่ยวข้องหลายคำ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปัจจัยที่ทำให้เกิดผลต่อ เป็นต้น

สรุป
         วัตถุประสงค์ของการวิจัย เป็นทิศทางของการดำเนินการวิจัยและทำให้เกิดความชัดเจนว่าในการวิจัยเรื่องนั้น ๆ ต้องการศึกษาอะไรในด้านใดบ้าง มีวัตถุประสงค์หลักหรือวัตถุประสงค์ย่อย ๆ อะไรบ้าง โดยปรกติวัตถุประสงค์ของการวิจัยจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้ชื่อเรื่องหรือปัญหาการวิจัยมีความชัดเจนมากขึ้น

อ้างอิง

บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์.  (2546).  คู่มือการวิจัย การเขียนรายงาน การวิจัยและวิทยานิพนธ์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : จามจุรีโปรดักท์.

พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2538).  การวิจัยทางพฤติกรรมและสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภัทรา นิคมานนท์. (2542).  ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัย. กรุงเทพฯ : อักษราพิพัฒน์.

4.การเขียนคำถามวิจัย(Research Questions)


              สุวิมล ว่องวาณิช และนงลักษณ์  วิรัชชัย(2550, หน้า 149-150) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า คำถามวิจัย(Research Questions) หมายถึง ข้อความที่เป็นประโยคคำถาม ซึ่งแสดงให้เห็นสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการค้นหาคำตอบ คำถามวิจัยและประเด็นวิจัย(Research Issues) มีความคล้ายคลึงกัน

               อาทิวรรณ โชติพฤกษ์(2553, หน้า 7) กล่าวว่า การตั้งคำถามเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะคำถามวิจัยที่ผู้วิจัยตั้งขึ้นบ่งบอกให้ทราบถึงประเด็นที่ผู้วิจัยต้อง การทราบหรือทำความเข้าใจในเรื่องที่เลือกเป็นหัวข้อวิจัยนั้นๆ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้วิจัยประเมินว่าต้องทำงานวิจัยอย่างไรและในทิศทางใด จึงจะนำไปสู่คำตอบของคำถามนั้นๆ  ทั้งนี้ผู้วิจัยอาจเริ่มตั้งคำถามด้วยวลีคำถาม เช่น  อะไร  อย่างไร  ที่ไหน  เมื่อไร  กับใคร

องอาจ นัยพัฒน์(2551, หน้า 43-44) ให้แนวทางไว้ว่า การเขียนปัญหาการวิจัย ในรูปคำถามสามารถเขียนได้ 3 ลักษณะ คือ
                        1. ประเด็นคำถามเชิงพรรณนาได้แก่ การกำหนดหัวข้อปัญหาวิจัยในรูปคำถามที่ว่า อะไรคือ อะไรเป็น” (What is) การตอบประเด็นคำถามดังกล่าวนี้ แสดงเป็นนัยว่า นักวิจัยจะต้องอาศัยการวิจัยเชิงสำรวจ
               2. ประเด็นคำถามเชิงความสัมพันธ์ได้แก่ การกำหนดหัวข้อปัญหาวิจัย ในรูปของคำถามที่มุ่งหาคำตอบว่า    ตัวแปร มีความสัมพันธ์กับตัวแปร Y หรือไม่”  หรือ ตัวแปร พยากรณ์ตัวแปร Y ได้หรือไม่   การสืบหาคำตอบของคำถามทั้ง 2 ประเด็นนี้ แสดงเป็นนัยว่านักวิจัยต้องออกแบบการวิจัยเป็นประเภทการศึกษาสห สัมพันธ์(correlation  design)  
              3. ประเด็นคำถามเชิงเปรียบเทียบ ได้แก่ การกำหนดหัวข้อปัญหาวิจัย ในรูปของคำถามที่มุ่งเน้นการเปรียบเทียบพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ที่สนใจ ระหว่างกลุ่มควบคุมที่ที่ดำเนินตามสภาวะปกติและกลุ่มทดลองที่จัดกระทำทางการ ทดลองขึ้น กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ รูปแบบของคำถามประเภทนี้มุ่งหาคำตอบว่ามีความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างหรือวิธีการที่นักวิจัยดำเนินการขึ้นหรือไม่  คำถามวิจัยประเภทนี้ต้องอาศัยแบบการวิจัยเชิงทดลอง(experimental design) หรือการศึกษาย้อนรอยเปรียบเทียบหาสาเหตุ(causal comparative design) มาใช้ในการสืบค้นหาคำตอบ

สรุป
          คำถามของการวิจัย การตั้งคำถามการวิจัยนั้นต้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ข้อความของประโยดคำถามต้องชัดเจน ต้องการค้นหาคำตอบ ตรงประเด็นที่ผู้วิจัยต้องการทราบ และช่วยให้ผู้วิจัยประเมินได้ว่าจำทำงานวิจัยไปในทิศทางใด เพื่อที่จะนำไปสู่คำตอบของคำถามนั้น

อ้างอิง
สุวิมล  ว่องวานิช. (2550).  แนวทางการให้คำปรึกษาวิทยานิพนธ์. (พิมพ์ครั้งที่ 2).  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อาทิวรรณ  โชติพฤกษ์.(2553).  ก้าวสู่ความเป็นนักวิจัยมืออาชีพ.  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

องอาจ นัยพัฒน์. (2551).  วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร : สามลดา.

3.ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

         สุวิมล ติรกานันท์ (2548:53) กล่าว่าการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องนั้นมี 5 ประการ ดังนี้

1. ป้องกันการทำซ้ำซ้อน

2. ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตได้ชัดเจนไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป

3. ทำให้ผู้วิจัยเสนอแนวคิดหรืออภิปรายผลงานวิจัยที่ค้นพบได้ถูกต้องและกว้างขว้างครอบคลุมประเด็นที่ต้องศึกษา

4. เตรียมการป้องกันความคลาดเคลื่อนเนื่องจากตัวแปรแทรกซ้อน

5. ช่วยทำให้ผู้วิจัยมีความรู้ในเรื่องที่ทำการวิจัยมากขึ้น เป็นการทบทวนความรู้เดิมและเพิ่มเติมความรู้ใหม่ ในเวลาเดียวกัน

         องอาจ นัยพัฒน์ (2548:63-64) กล่าวว่า การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องนั้นมีทั้งหมด 6 ประการ ดังนี้

1. ช่วยให้นักวิจัยได้กรอบแนวคิดทฤษฎีในการวิจัย

2. ช่วยในการนิยามและกำหนดขอบเขตของหัวข้อปัญหาการวิจัย

3. ช่วยหลีกเลี่ยงการทำวิจัยที่มีความสำคัญน้อยและซ้ำซ้อนกัน

4. ช่วยในการกำหนดและปรับปรุงระเบียบวิธีการวิจัย

5. ช่วยในการตั้งสมมติฐานในการวิจัยเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม

6. ช่วยให้ได้แนวทางใหม่สำหรับการวิจัยในโอกาสต่อไป

        ล้วน สายยศ และ อังคนาสายยศ (2528:34-35) กล่าวว่าการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องมี 7 ประการ ดังนี้

1.  เพื่อค้นหาความจริงเป็นความจริงระดับสูงที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นอย่างไร

2.  เพื่อช่วยในการนิยามปัญหา นิยามเรื่องวิจัยให้กระจ่าง มีทิศทางที่ชัดเจน

3.  ช่วยในการเลือกหัวข้อวิจัยได้ตรงจุดมากขึ้น

4.  ช่วยให้ทราบเทคนิคการวิจัย

5.  หลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน

6.  ช่วยในการแปลความหมายข้อมูล

7.  ช่วยในการจัดทำรายงานวิจัยได้ถูกต้อง

สรุป

การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องนั้นมี  7 ประการ ดังนี้

1. ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตได้ชัดเจนไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป2. ทำให้ผู้วิจัยเสนอแนวคิดหรืออภิปรายผลงานวิจัยที่ค้นพบได้ถูกต้องและกว้างขว้างครอบคลุมประเด็นที่ต้องศึกษา
3.  ช่วยในการเลือกหัวข้อวิจัยได้ตรงจุดมากขึ้น
4.  หลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน
5.  ช่วยทำให้ผู้วิจัยมีความรู้ในเรื่องที่ทำการวิจัยมากขึ้น เป็นการทบทวนความรู้เดิมและเพิ่มเติมความรู้ใหม่ ในเวลาเดียวกัน
6.  เพื่อค้นหาความจริงเป็นความจริงระดับสูงที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นอย่างไร
7.  ช่วยหลีกเลี่ยงการทำวิจัยที่มีความสำคัญน้อยและซ้ำซ้อนกัน

อ้างอิง

ล้วน สายยศ และ อังคนา สายยศ. (2528).  สถิติเพื่ออการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. ปทุมธานี : บริษัท ศูนย์หนังสือดร.ศรีสง่าจำกัด.

สุวิมล ติรภานันท์. (2548).  ระเบียบการวิจัยทางสังคมศาสตร์.  กรุงเทพฯ : แนวทางสู่การปฏิบัติ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

องอาจ นัยพัฒน์. (2548).  วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์.กรุงเทพ : ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

2.ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย (Background & Rationale)

 http://www.learners.in.th/blogs/posts/450209 ได้รวบรวมไว้ว่า  ผู้วิจัยต้องแสดงให้เห็นว่า มีความรู้พื้นฐานและเข้าใจในปัญหาที่กำลังจะศึกษาอย่างชัดเจนทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติ สามารถระบุถึงความสำคัญของปัญหา ความจำเป็น คุณค่าและประโยชน์ที่จะได้รับอย่างมีเหตุผล ระบุได้ว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ มีที่ใดบ้าง และการศึกษานี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าได้อย่างไร
การกำหนดปัญหาในการทำวิจัย จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลมาประกอบในการพิจารณา ข้อมูลเหล่านี้อาจมาจากทฤษฎีหรือแนวคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะ ศึกษา จากประสบการณ์ของตัวผู้วิจัย จากข้อมูลในรายงานวิจัยของผู้อื่นที่ทำมาแล้ว นำสิ่งเหล่านี้มาสร้างแนวคิด ( conceptualization ) ในการเจาะปัญหาที่สำคัญ และวางขอบเขต (framework) ของปัญหาสำหรับทำวิจัย

 ยุทธ   ไกยวรรณ์ (2552:21)กล่าวว่า  คือ การนำเสนอสภาพและปัญหาของการวิจัยจะเป็นกระบวนการกล่าวสภาพ ทั่ว ๆ ไป ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย กล่าวถึงปัญหาของการวิจัยว่า มีปัญหาอะไร ทำไมถึงต้องทำการวิจัยเรื่องนี้  โดยกล่าวอ้างถึง  สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของเหตุการณ์และปัญหาที่ต้องทำการวิจัย ผู้วิจัยจะต้องอ้างถึงที่มา แห่งเหตุการณ์หรือปัญหานั้น ๆ  ว่าผู้วิจัยนำมาจากแหล่งใด  ผู้วิจัยจะนำเสนอจากกว้างไปหาแคบ โดยเนื้อหาที่จะนำเสนอประกอบด้วย
                1. สภาพทั่ว ๆ ไปที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย
                2. ปัญหาการวิจัย
                3. ความสัมพันธ์ที่บ่งบอกว่า ทำไมผู้วิจัยสนใจเรื่องนี้
                4. นำเข้าสู่หัวข้อการวิจัยในตอนท้ายของการนำเสนอภูมิหลัง
                5. กล่าวถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการทำวิจัยเรื่องนี้
    
www.nrru.ac.th/rdi/km/wp-content/.../sim2.pdf  ได้รวบรวมไว้ว่า
               1.  แนวในการเขียนแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
                    1.1 เริ่มจากจากสภาพปัจจุบันของสิ่งที่จะวิจัย
                    1.2 ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับสิ่งที่จะวิจัย
                    1.3 แนวทาง หรือ หลักการที่จะแก้ปัญหานั้น
               2. ตรงประเด็น และชี้ให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่จะวิจัย ไม่ควรเขียนเยินเยอ และนอกเรื่อง เพราะจะทำให้ผู้อ่านไขว้เขวได้
               3. มีข้อมูลอ้างอิง เพื่อความน่าเชื่อถือ การมีข้อมูลอ้างอิงจะทำให้งานวิจัยมีคุณค่า และบางครั้งทำให้การเขียนมีความสละสลวย มีเหตุมีผล
               4. มีความต่อเนื่องกัน ในแต่ละย่อหน้าผู้เขียนต้องเขียนให้ต่อเนื่องกัน ห้ามเขียนวกไปวนมา โดยต้องยึดหลักการเขียนตามข้อ1
               5. สรุปเหตุผลที่ผู้วิจัยจะศึกษา ในส่วนสุดท้ายของความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัย
หลักการเขียน
แสดงเหตุผลให้เห็นว่าเรื่องที่นำมาศึกษานี้สำคัญและจำเป็น หรือจูงใจอย่างมากจนถึงขนาดที่ทำให้ผู้ศึกษาหรือคณะผู้ศึกษาสนใจและได้ตัดสินใจเลือกศึกษาเรื่องนี้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นความพยายามของผู้ศึกษาที่จะเขียนเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่าเรื่องที่ศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ น่าสนใจ และต้องการอ่านต้องการติดตาม
          
สรุป 
เป็นการนำเสนอสภาพปัญหาที่จะทำวิจัยโดยเป็นสภาพทั่วๆ ไปของเหตุการณ์ในปัจจุบัน ผู้นำเสนอต้องอ้างจากกว้างไปหาแคบ หรือมาจากความสนใจประสบการณ์ของผู้วิจัยเองที่สนใจเพื่อหาเรื่องราวคำตอบและข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยตนเอง หรือเกิดจากข้อสงใสต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆตัวผู้วิจัย  แหล่งที่มานั้นอาจได้มาจากผู้ที่จะทำวิจัยเองผู้ใกล้ชิดหรือเพื่อนร่วมงานในที่ทำงานประจำ จากการศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

อ้างอิง
 http://www.learners.in.th/blogs/posts/450209     เข้าถึงเมื่อ 14/12/55 เวลา 18:48 น.
ยุทธ  ไกยวรรณ์. (2550).  หลักการทำวิจัยและการทำวิทยานิพนธ์.  กรุงเทพฯ : บริษัทพิมพ์ดี  จำกัด.
www.nrru.ac.th/rdi/km/wp-content/.../sim2.pdf  เข้าถึงเมื่อ 02/12/2555 เวลา 12:22 น.

1.ชื่อเรื่อง (The Title)

              นพเก้า ณ พัทลุง (2548:16) กล่าวว่า ชื่อเรื่องของการวิจัย ต้องมีความสอดคล้องกับคำถามของการวิจัย นั่นหมายความว่าคำถามของการวิจัยมาก่อนชื่อของการวิจัย ซึ่งคำถามของการวิจัยต้องมีความชัดเจนไม่คลุมเครือ จะเขียนหรือไม่เขียนในโครงการวิจัยก็ได้ แต่ผู้วิจัยต้องระลึกให้ได้ว่าคำถามการวิจัยคืออะไร มักกล่าวในลักษณะของความสัมพันธ์ และความเป็นเหตุเป็นผล เช่น แบบฝึกหัดสามารถพัฒนาความสามารถในการเขียนสะกดคำยากของนักเรียนได้หรือไม่ 
 
บุญชม  ศรีสะอาด (2554:14)  ได้รวบรวมไว้ว่า ชื่อเรื่องควรมีความหมายสั้น กะทัดรัดและชัดเจน เพื่อระบุถึงเรื่องที่จะทำการศึกษาวิจัย ว่าทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด หรือต้องการผลอะไร ยกตัวอย่างเช่น ประสิทธิผลของการใช้วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันกับทหารในศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ 2547” ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ชื่อที่ยาวมากๆ อาจแบ่งชื่อเรื่องออกเป็น 2 ตอน โดยให้ชื่อในตอนแรกมีน้ำหนักความสำคัญมากกว่า และตอนที่สองเป็นเพียงส่วนประกอบหรือส่วนขยาย เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการใช้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันโรคของนักเรียนชาย : การเปรียบเทียบระหว่างนักเรียนอาชีวศึกษากับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานคร 2547”  นอกจากนี้ ควรคำนึงด้วยว่าชื่อเรื่องกับเนื้อหาของเรื่องที่ต้องการศึกษาควรมีความสอดคล้องกันการเลือกเรื่องในการทำวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่ต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆ หลายประเด็น โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะได้รับจากผลของการวิจัย ในการเลือกหัวเรื่องของการวิจัย มีข้อควรพิจารณา 4 หัวข้อ คือ
1. ความสนใจของผู้วิจัยควรเลือกเรื่องที่ตนเองสนใจมากที่สุด และควรเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป
2. ความสำคัญของเรื่องที่จะทำวิจัยควรเลือกเรื่องที่มีความสำคัญ และนำไปใช้ปฏิบัติหรือสร้าแนวความคิดใหม่ๆ ได้โดยเฉพาะเกี่ยวกับงานด้านเวชศาสตร์ครอบครัวหรือเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพ
3. เป็นเรื่องที่สามารถทำวิจัยได้เรื่องที่เลือกต้องอยู่ในวิสัยที่จะทำวิจัยได้ โดยไม่มีผลกระทบอันเนื่องจากปัญหาต่างๆ เช่นด้านจริยธรรม ด้านงบประมาณ ด้านตัวแปรและการเก็บข้อมูล ด้านระยะเวลาและการบริหาร ด้านการเมือง หรือเกินความสามารถของผู้วิจัย
4. ไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่ทำมาแล้วซึ่งอาจมีความซ้ำซ้อนในประเด็นต่างๆ ที่ต้องพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยง ได้แก่ ชื่อเรื่องและปัญหาของการวิจัย (พบมากที่สุด) สถานที่ที่ทำการวิจัย ระยะเวลาที่ทำการวิจัย วิธีการ หรือระเบียบวิธีของการวิจัย


ไพทูรย์ เวทการ (2540 : 45 ) กล่าวว่า ชื่อเรื่องที่จะวิจัยจะต้องตรงกับปัญหาที่จะศึกษา  มีความชัดเจนทางด้านภาษา  ผู้อ่านเห็นแล้วสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าจะทำอะไร  ไม่ต้องตีความอีก  ในที่นี้มีข้อเสนอแนะในการตั้งชื่อเรื่องวิจัย  ซึ่งประมวลจากประสบการณ์ในการศึกษางานวิจัย  ดังนี้
                                1.      ตั้งชื่อเรื่องโดยใช้ภาษาง่าย  สั้น  กระซับ  และชัดเจน  ครอบคลุมปัญหาที่จะวิจัย 
                                2.      ชื่อเรื่องต้องสามารถบอกได้ว่าเป็นการศึกษาอะไร  กับใคร  หรือของใคร  ที่ไหน  (ถ้าเกี่ยวข้องกับสถานที่หรือเมื่อไร  (ถ้าเกี่ยวข้องกับเวลา)
                                3.      ชื่อเรื่อง  ต้องไม่ยาวจนดูฟุ่มเฟือย  อ่านแล้วเข้าใจยาก  หรือจับประเด็น
                                4.      ชื่อเรื่อง ต้องไม่สั้นจนเกินไป  อ่านไม่รู้เรื่องว่าทำอะไร 
                                5.      ชื่อเรื่อง  ควรขึ้นต้นด้วยคำนาม  เพื่อให้เกิดความไพเราะสละสลวย  ที่นิยมกัน  คือ  มักจะขึ้นด้วยคำว่า   การศึกษา  การสำรวจ  การวิเคราะห์  การเปรียบเทียบ  
          
 สรุป  

         ชื่อเรื่องวิจัยนับเป็นจุดแรกที่จะดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน และทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในปัญหารวมทั้งวิธีการดำเนินการวิจัยของผู้วิจัยอีกด้วย ดังนั้นการตั้งชื่อเรื่องวิจัยจึงต้องเขียนให้มีความหมายสั้น กะทัดรัด  เข้าใจง่าย มีความชัดเจนทางด้านภาษา  ผู้อ่านเห็นแล้วสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าจะทำอะไร  ไม่ต้องตีความอีก ไม่เขียนอย่างคลุมเครือ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงต้องระมัดระวังในการตั้งชื่อเรื่องวิจัยให้เหมาะสม

อ้างอิง

นพเก้า ณ พัทลุง.  (2548) การวิจัยในชั้นเรียน:หลักการและแนวคิดสู่ปฎิบัติมหาวิทยาลัยทักษิณ.
บุญชม  ศรีสะอาด.  (2554).  การวิจัยเบื้องต้น.  (พิมพ์ครั้งที่ 9).  กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.  
ไพทูรย์ เวทการ.  (2540)ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวิจัยลำปาง : โรงพิมพ์ช่างแดง.